วัน ศุกร์ ที่ 14 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ .2563
**************วันนี้นำเสนอบทความ****************
1. 3 เรื่องเล่น การเล่น ของเล่นที่ดีต่อพัฒนาการลูกวัย 4-5 ปี
1. เล่นกีฬา สร้างกล้ามเนื้อแข็งแรง การเล่นที่ใช้กำลังขา กำลังแขน เช่น เตะฟุตบอล บาสเก็ตบอล วิ่งเล่นกลางแจ้ง ขี่จักรยาน เมื่อลูกได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อใหญ่แล้วสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปด้วยคือการพัฒนากล้ามเนื้อมือและนิ้วมือของลูกให้แข็งแรง หรือจัดกิจกรรมให้ลูกได้วาดภาพแนะนำของเล่นฝึกกล้ามเนื้อ : เล่นของเล่นที่ได้โยนหรือส่งต่อเบาๆ เพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งแขนและขา เช่น ลูกบอลยาง ห่วงยาง
2. เล่นดนตรี สร้างสมาธิ กิจกรรมที่ช่วยเรื่องสมาธิ ได้แก่ กิจกรรมทางด้านดนตรี เช่น ฟังดนตรี เล่นเครื่องดนตรี รวมถึงการอ่าน ซึ่งถือเป็นการเล่นที่ได้ทักษะหลายด้าน ทั้งได้พัฒนาทักษะการฟัง การอ่าน การเชื่อมโยงของเรื่องราว โดยเฉพาะการฟังหรือการเล่นดนตรี นอกจากได้พัฒนากล้ามเนื้อแล้ว ยังมีผลต่อการพัฒนาทักษะสมองอีกด้วย
แนะนำของเล่นฝึกสมาธิ : หนังสือนิทานที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ส่วนการเล่นดนตรี หากไม่มีเครื่องดนตรีคุณแม่สามารถชวนลูกฟังเพลง ร้องเต้นไปด้วยกันได้ค่ะ ชวนเขาคุยถึงเนื้อเพลง ทำบ่อยๆ จะช่วยให้เขาจดจ่อกับเพลงที่ฟังมากขึ้น เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว
3. เล่นบทบาทสมมติ ริเริ่มสร้างสรรค์ วัยนี้ชอบเล่นอิสระและการเล่นที่ได้ใช้จินตนาการ สนุกกับการเล่นที่ท้าทาย และสามารถทำกิจกรรมกรรมที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ลูกวัยนี้จึงชอบเล่นบทบาทสมมติ เช่น เล่นเกี่ยวกับคนในครอบครัว จำลองสถานการณ์บางอย่างที่คุ้นเคย หรือเล่นเลียนแบบอาชีพ เพราะได้ใช้จินตนาการ ได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะอื่นๆ ในอนาคต
แนะนำของเล่นฝึกความคิดสร้างสรรค์ : ของเล่นสำหรับการเล่นบทบาทสมมติ เช่น ชุดเครื่องครัวจำลอง อุปกรณ์ทำงานบ้านสำหรับเด็ก หรือชวนลูกเข้าครัวเรียนจากอุปกรณ์จริง เขาจะรู้สึกสนุกและท้าทาย มากขึ้น แต่จะต้องไม่ลืมดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วย
2. พฤติกรรมชอบแย่ง และหวงของเล่น **นางสาววิไลวรรณ พิมสมบูรณ์**
วิธีปรับพฤติกรรมให้เด็กรู้จักแบ่งปัน ไม่ขี้แย่ง หรือหวงของเล่นนั้น
1. พ่อแม่ไม่ควรลงโทษให้เด็กเกิดความอายหรือเสียหน้า เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกถูกทอดทิ้ง ผลที่ตามมาคือ เด็กจะก้าวร้าวมากขึ้น และสับสนในเรื่องสิทธิและระเบียบวินัย
2. ถ้าเด็กจะไปแย่งของคนอื่น พ่อแม่ควรจับมือออก ไม่ให้แย่ง และไม่ดุเด็ก หรือใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจไปสิ่งอื่น
3. ควรดูแลสภาพจิตใจเด็กพฤติกรรมที่ผิดปกติอย่างไร **นางสาวสุทธิดา สูยะนันทน์**
1. ปรับสภาพแวดล้อมรอบตัว อย่างที่บอกว่าพฤติกรรมผิดปกติเกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งมาจากสภาพแวดล้อมรอบตัวหล่อหลอมให้เกิด ดังนั้นเราจึงควรปรับตรงจุดนี้ก่อน ทั้งคำพูด ก็ควรพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่ใช้คำรุนแรง หยาบคาย, คำสั่ง ก็ควรเปลี่ยนมาเป็นแนะนำมากกว่า ทำอย่างนี้ดีไหม
2. ค่อยๆ จัดระเบียบการใช้ชีวิต จัดระเบียบที่ว่าคือด้านการกิน การนอนหลับ หรือการมีสถานที่ภายในบ้านเป็นมุมต่างๆ เพื่อให้เด็กมีกิจกรรมทำเป็นเวลา รู้ว่าเวลานี้ต้องทำอะไรบ้าง ก็จะทำให้เด็กมีจุดสนใจอื่นเข้ามาแทนพฤติกรรมที่ผิดปกติต่างๆ
3. พาเด็กๆ ออกสู่โลกภายนอกบ้าง เราต้องพาพวกเขาออกไปข้างนอก ท่องเที่ยวชมธรรมชาติ เจอบรรยากาศใหม่ๆ หรือพาไปทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เด็กชื่นชอบบ้าง แล้วก็ต้องทำร่วมกันด้วยนะ เพื่อสร้างความสุข สนุกสนานให้กับเด็ก
4. หมั่นเอาใจใส่ พูดคุยร่วมกัน เราในฐานะพ่อแม่ ผู้ปกครองควรให้ความสนใจ เอาใจใส่เด็กๆ พูดคุยเรื่องต่างๆ หรือให้เด็กได้ระบายสิ่งที่เจอมาในชีวิตประจำวัน จากที่โรงเรียน จากเพื่อน เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เก็บกดจนเกิดพฤติกรรมผิดปกติ
5. ให้เด็กได้ฝึกสมาธิบ้าง การทำสมาธิจัดเป็นการดูแลสภาพจิตใจของเด็กที่มีพฤติกรรมผิดปกติอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีเลยทีเดียว และเริ่มสอนการหายใจเข้า – ออก การนับเลขในใจ
6. เบี่ยงเบนความสนใจ หากเด็กกำลังจะเกิดพฤติกรรมผิดปกติไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพยายามเบี่ยงเบนความสนใจตรงนั้นออกไป
4. 9 วิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อลูกเริ่มก้าวร้าว **นางสาวศิริพร เรืองโสม**
1.จำไว้ว่าเขาคือลูกไม่ใช่เพื่อน
2.แก้ไขให้รวดเร็ว
3.ควรมีมาตฐานเดียวกันทั้งครอบครัว
4.ให้ลูกเข้าใจถึงการเข้าสังคม
5.จงสุภาพกับลูก
6.อย่าคาดหวังมากเกินไป
7.ค่อยๆพูดกับลูก ค่อยๆอธิบายถึงเหตูผลที่ลูกไม่ควรทำ
8.พูดถึงอนาคต หลังจากลูกอารมณ์สงบแล้วควรเรียกลูกมาคุยถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำของลูก
9.อย่าเก็บไว้เป็นอารมณ์ เวลาลูกพูดไม่ดี พ่อแม่อย่าเก็บไว้เป็นอารมณ์ ต้องชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง
5. ค้นสาเหตุ-แก้ปัญหา: ลูกไม่ยอมพูดเสียที **นางสาวบรรพตร ทรงประดิษฐ**
6 สาเหตุ ลูกไม่ยอมพูด หรือพูดช้า
1. หูตึงหรือหูหนวก อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดจากการติดเชื้อที่หูชั้นกลางบ่อยๆ หากสงสัยว่าลูกไม่ได้ยินให้พาไปตรวจที่แผนกหู เพื่อการวินิจฉัยและใส่เครื่องช่วยฟัง
2. สมองพิการ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โครโมโซมผิดปกติแต่กำเนิด ภาวะขาดออกซิเจน ส่วนใหญ่แก้ไขให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้ แต่ช่วยเหลือให้ดีขึ้นได้ด้วยนักกายภาพบำบัด นักฝึกพูด และนักกระตุ้นพัฒนาการ
3. ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่ถูกต้องตามวัย เช่น รู้ใจเด็กมากเกินไป ไม่มีคนคอยพูดคุยด้วย อยู่กับพี่เลี้ยงต่างด้าว ดูทีวีหรือติดมือถือ-แท็บเล็ต วิธีแก้ไข คือ งดดูทีวี-มือถือ-แท็บเล็ต ให้พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับเด็กให้มากขึ้น ฝึกอ่านหนังสือนิทานด้วยกันทุกวัน
4. เป็นบ้านที่มีการพูดหลายภาษา อาจทำให้เด็กบางคนไม่แน่ใจ เกิดความลังเลในช่วงแรกๆ แต่ภายหลังก็สามารถพูดได้ทั้งหมดทุกภาษา
5. เป็นพันธุกรรม อาจมีพ่อหรือแม่มีประวัติพูดช้าเช่นเดียวกัน เป็นประเภทม้าตีนปลาย เดี๋ยวพูดได้จะพูดไม่หยุด
6. ภาวะออทิสติก นอกจากลูกไม่ยอมพูด ก็มักมีความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ขาดการสบตา ไม่ชอบเล่นกับคนชอบอยู่ในโลกส่วนตัว ชอบทำอะไรซ้ำซากและเป็นการเล่นที่ขาดจินตนาการ แก้ไขโดยการฝึกพูดและฝึกพัฒนาการด้านการสื่อสารกับผู้อื่น
ประเมินตนเอง
เตรียมสรุปบทความก่อนที่จะออกไปเล่าใหเพื่อนๆฟัง
ประเมินเพื่อน
เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการตั้งใจฟังและเตรียมบทความมาพร้อมที่จะนำเสนอ
ประเมินอาจารย์
คอยแนะนำให้ความรู้เพิ่มเติมไปด้วยระหว่างที่เพื่อนเล่าบทความ


